การจำแนกดิน
                เป้าหมายในการจำแนกดิน เพื่อค้นคว้าหาความรู้ตลอดจนรวบรวมสมบัติต่างๆของดิน ที่คล้ายคลึงกันเข้าเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจและจดจำ เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการกำเนิดดิน เพื่อนำไปใช้ในการทำการเกษตร นงคราญ กาญจนประเสริฐ (2536) ได้ให้วัตถุประสงค์ในการจำแนกดินไว้ดังต่อไปนี้

1. เพื่อจัดหมวดหมู่ชนิดของดินที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือเหมือนกัน รวบรวมไว้ในหมู่หรือกลุ่มเดียวกันให้เป็นระบบ
2 เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการจดจำหรือศึกษาหาความรู้ได้อย่างถูกต้องแท้จริง
3. เพื่อหาความสัมพันธ์และชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องกันระหว่างดินแต่ละหน่วยที่ได้จัดระบบ
ไว้เป็นหมวดหมู่
4. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ใหม่ ๆ เรียนรู้หลักการใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์ในการจำแนก
5. เพื่อจัดกลุ่มหรือหมวดหมู่ใหม่ เพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติ หรือการนำไปใช้ได้
สะดวก และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
6. เพื่อรวบรวมความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับดิน ให้มีความถูกต้องละเอียดลึกซึ้งเพิ่มมากขึ้น
7. เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ในด้านต่าง ๆ ประเมินความสามารถเชิงการผลิตวิธีการใช้ที่ดินให้เหมาะสม แจกแจงปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาสำหรับการใช้ที่ดิน
การจำแนกดินในประเทศไทยนิยมจำแนกตามกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาโดยจำแนกดินด้วยระบบอนุกรมวิธานดิน (soil taxomony) ซึ่งมีการพัฒนาปรับปรุงหลายครั้งจนถึงฉบับที่ใช้ในปัจจุบันคือ ฉบับ ค.ศ.1999

ระบบอนุกรมวิธานดิน
                 จำแนกออกเป็น 6 ขั้น (categories) เป็นขั้นสูง 4 ขั้นได้แก่ อันดับ (orders) อันดับย่อย (suborders) กลุ่มดินใหญ่ (great group) และกลุ่มดินย่อย (sub group) สำหรับขั้นต่ำ แบ่งออกเป็น 2 ขั้น ได้แก่ วงศ์ (families ) และชุดดิน (series) ลักษณะที่ใช้ในการจำแนกดินเข้าขั้นต่าง ๆ ตามระบบอนุกรมวิธานดิน คือ

1. อันดับ ในการจำแนกดินในระดับอันดับดิน (order) โดยถือเอาลักษณะทางสัณฐานวิทยาของดินโดยการวินิจฉัยจากขบวนการเกิดดิน ที่มีความสัมพันธ์กับอายุของดินโดยมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ลาตินและเยอรมัน โดยลงท้ายพยางค์ด้วยคำว่า “ sol “ การจำแนกดินในระดับอันดับดิน (order) แบ่งออกเป็น 10 อันดับดิน (order) ดังต่อไปนี้
1.1 แอลฟิซอลล์ (Alfisols) ดินชั้นล่างมีการสะสมของ ดินเหนียวหรือเกลือต่างๆซึ่งถูกเคลื่อนย้ายมาจากดินชั้นบนมีเปอร์เซ็นต์การอิ่มตัว (Base saturation percentage) สูงกว่า 3.5 เป็นดินที่มีอายุน้อย ผ่านกระบวนการชะล้างไม่มากนัก ทำให้ธาตุคัลเซียม แมกนีเซียม และโซเดียมยังสะสมอยู่ในดินไม่ลึกจนเกินไป ส่วนใหญ่พบบริเวณสภาพอากาศชื้น พบทุกภาคของประเทศไทย
1.2 แอริดิซอลล์ (Aridisol) เป็นดินที่พบบริเวณแห้งแล้งหรือค่อนข้างแห้งแล้ง มี
อินทรียวัตถุสะสมอยู่น้อยและดินชั้นล่างมีการสะสมปูน เกลือต่างๆ และยิบซั่ม จำนวนมาก ทำให้ดินบนมีสีจางและบางไม่พบในประเทศไทย
1.3 เอนติโซลล์ (Entisols) เป็นดินเกิดใหม่ ลักษณะของชั้นดินไม่ครบทุกชั้นส่วนใหญ่พบชั้นA และ C ไม่พบชั้น B บริเวณที่พบ พบได้ทุกสภาพภูมิประเทศ เช่นบริเวณ แม่น้ำลำธาร
หรือบริเวณที่มีความลาดชันสูง พบทุกภาคของประเทศไทย
1.4 ฮิสโทซอลล์ (Histosols) เป็นดินที่มีอิทรียวัตถุสะสมอยู่มากในชั้นดินบน มีความหนาประมาณ 40 เซนติเมตร พบบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย
1.5 อินเซบทิซอลล์ (Inceptisols) เป็นดินที่เริ่มมีชั้นB เกิดขึ้น ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ดินชั้นบนจะมีสีชัดเจนขึ้นเนื่องมาจากความชื้นในดิน พบบริเวณร้อนชื้น พบบริเวณจังหวัด ปทุมธานี อยุธยา และนครนายก
1.6 มอลลิซอลล์ (Mollisols) ดินชั้นบนจะมีสีดำหรือสีคล้ำ มีอินทรียวัตถุเป็นองค์ประกอบหนาประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ และมี เปอร์เซ็นต์การอิ่มตัวด้วยด่างสูงกว่า 50 ดินมีลักษณะร่วนซุย เวลาจับรู้สึกนิ่มมือพบบริเวณภูมิอากาศชื้น ถึงค่อนข้างแห้งแล้ง พบได้บริเวณที่ราบสูงของประเทศ เช่นจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี ภาคกลางเช่นจังหวัด ราชบุรีและนครปฐม
1.7 ออกซิซอลล์ (Oxisols) วัตถุต้นกำเนิดของดินประเภทนี้จะสลายตัวทางเคมีอย่างรุนแรง เป็นพวก ออกไซด์อิสระบนแร่ดินเหนียว และ เคโอลิไนต์ ซึ่งเป็นแร่ดินเหนียว มีการสะสมของ เซลควิออกไซด์สูง และมีการแลกเปลี่ยนประจุบวกต่ำ พบบริเวณแถบร้อนชื้น และค่อนข้างร้อนชื้น พบบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
1.8 สปอโดซอลล์ (spodosols) ดินส่วนใหญ่จะเป็นดินเนื้อหยาบ มีสีขาวและสีเทา ดินชั้นล่างมีการสะสมฮิวมัสหรือเหล็กสูงซึ่งถูกชะล้างมาจากดินชั้นบน และมี เซลควิออกไซด์ ค่อนข้างสูง พบบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
1.9 อัลทิซอลล์ (Ultisols) เป็นดินเก่าที่มีการพัฒนา มีชั้นของ A B และ C มีค่า เปอร์เซ็นต์การอิ่มตัว ต่ำกว่า 35 เปอร์เซ็นต์มีการชะล้างสูง ดินชั้นล่างเป็นกรดจัด เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พบได้บริเวณแถบอบอุ่น จนถึงบริเวณร้อนชื้น ได้แก่ชุดดิน ลพบุรี ตาคลี และโคกกระเทียม เป็นต้น
1.10 เวอร์ทิซอลล์ (Vertisols) ดินจะมีสีคล้ำหรือสีดำ บริเวณหน้าดินจะแตกระแหงมีการยืดหดตัวสูง มีวัตถุต้นกำเนิดมาจากหินปูน มีการสะสมหินปูนค่อนข้างสูง ทำให้ ดินมีความเป็นด่างค่อนข้างสูง ในฤดูฝนดินจะมียืดตัวและขยายตัว หรือพองตัวค่อนข้างสูง แต่ในฤดูแล้งบริเวณหน้าดินจะแตกระแหงอย่างชัดเจน พบบริเวณจังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ และสระบุรี ฯลฯ
2. อันดับย่อย ใช้การกำเนิดดินเป็นหลักสำคัญ เป็นส่วนย่อยของอันดับ แสดงถึงความพบ
หรือไม่พบสมบัติของดินที่เกี่ยวกับความเปียกชื้น วัตถุต้นกำเนิดดิน พืชพรรณ และการสลายตัวของอินทรียวัตถุ (ขั้นฮิสโทซอลล์)
3. กลุ่มดินใหญ่ เป็นส่วนย่อยของอันดับย่อย เน้นความคล้ายคลึงกันของชนิดดิน การจัด
เรียงตัว และลักษณะพิเศษที่ชัดเจนของชั้นดิน โดยเฉพาะชั้นดินบน อุณหภูมิดิน และความชื้นของดิน อาจพบหรือไม่พบในชั้นดินวินิจฉัย เช่น ชั้นศิลาแลงอ่อน (plinthite) ชั้นดานเปราะ (fragipan) ชั้นดานแข็ง (duripan)
4. กลุ่มดินย่อยเป็นส่วนย่อยของกลุ่มดินใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็นสมบัติของดิน ที่ตรงตามนิยามที่แท้จริงของกลุ่มดิน อันดับย่อย และอันดับ หรือสมบัติที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปจากสมบัติที่แท้จริงของกลุ่มดิน อันดับย่อย และอันดับนั้น
5. วงศ์ดินเป็นส่วนย่อยของกลุ่มดินย่อย เน้นการบอกสมบัติดินกว้าง ๆ เกี่ยวกับชั้นของแร่
ธาตุ ชั้นของอุณหภูมิดิน (ซึ่งจะใช้อุณหภูมิที่ระดับความลึก 50 เซนติเมตร)
6. ชุดดินเป็นชนิดและการจัดเรียงตัวของชั้นดิน โดยพิจารณาจากสีดิน เนื้อดิน โครงสร้างของดิน การยึดตัวของดิน และปฏิกิริยาดิน รวมทั้ง สมบัติทางเคมีและแร่ธาตุในการจำแนกดินแต่ละชั้น

หลักการจำแนกสมรรถนะที่ดิน
               การจำแนกชั้นสมรรถนะที่ดิน (land capability classification) หมายถึงการจำแนกที่ดินออกเป็นชั้นต่างๆตามความเหมาะสม และข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ โดยอาศัยลักษณะของดินและสภาพแวดล้อมในการเกิดดินเป็นหลักในการจำแนกดิน นงคราญ กาญจนประเสร็ฐ (2536) ได้จำแนกสมรรถนะที่ดินไว้ดังต่อไปนี้

1. พิจารณาลักษณะและสมบัติของดินที่ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงง่าย เช่น เนื้อดิน ความลึก ความสามารถในการซาบซึมน้ำ ความลาดชัน
2. จำแนกตามความรุนแรงหรือข้อจำกัด หรืออัตราเสี่ยงต่อความเสียหาย ถ้านำดินนั้นมาใช้เพาะปลูกพืช
3. การจำแนกมิได้คาดคะเน หรือระบุผลผลิตพืชในที่ดินนั้น เพราะมีปัจจัยอื่น ส่งผลต่อการผลิตพืชด้วย
4. การจัดสมรรถนะที่ดิน พิจารณาในช่วงฤดูฝนว่ามีน้ำหรือความชื้นในดินเหมาะสมหรือไม่
5. ชั้นสมรรถนะที่ดินอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม เมื่อปรับปรุงหรือ
เปลี่ยนแปลงแล้วอย่างถาวร เช่น การสร้างเขื่อน ทำฝาย
6. ข้อจำกัดอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีข้อมูลหรือการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เช่น การใช้เครื่องยนต์ การเปลี่ยนความลาดชัน
7. การจำแนกสมรรถนะที่ดิน ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ทั้งดินและพืช เช่น ไม่เหมาะสมในการทำนา แต่อาจเหมาะสมในการทำไร่ ไม้ผล

8. ไม่ได้นำสภาพภูมิอากาศมาพิจารณา แต่อาจนำมาเลือกชนิดพืชที่ปลูก เช่น ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
9. ไม่ได้ใช้สภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และการคมนาคมขนส่ง มาพิจารณาในการ
จัดชั้น

หน้า 1  2  3  4