การทำเครื่องหมาย
             เพื่อประโยชน์ในการเก็บข้อมูลของโคแต่ละตัว และนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ หรือวางแผนการจัดการฟาร์มด้านต่างๆ ช่วยให้ผู้เลี้ยงทราบผลผลิตรายตัวที่ดี ไม่ดีไว้เลี้ยง หรือจำหน่าย วิธีทำเครื่องหมายโคมีหลายวิธี เช่น ตีตราที่หนังของสัตว์ ทำเครื่องหมายเบอร์ที่หู สลักเบอร์ในหู พลาสติกติดที่หู ป้ายเลขห้อยคอ เป็นต้น

การติดเบอร์หู (ear tagging)
             นิยมแบบพลาสติกเพราะง่ายในการติด และอ่านสามารถอ่านเบอร์ได้ทั้งสองทางแต่ไม่ถาวร สูญหายง่าย อายุใช้งานประมาณ 2 ปี มองยากโดยเฉพาะในโรงรีดนมถ้าเป็น แบบโลหะ ง่ายในการติด อายุการใช้งานนานกว่าเบอร์พลาสติกแต่อ่านหมายเลขยากกว่า
การติดเบอร์หูด้วยพลาสติก นิยมกันมากแต่อาจหลุดหรือขาดได้ ปกติจะทำร่วมกับการ ตีเบอร์ ขั้นตอนในการติดเบอร์พลาสติกจะต้อง เลือกเบอร์หูประกอบในเครื่องมือติดเบอร์หู จับยึดตัวโคติดโดยหนีบหมายเลขติดใบหูจากนั้นใส่ยาป้องกันการติดเชื้อ และสังเกตการติดเชื้อ ประมาณ 3-5 วัน

รูปที่ 6-3 : แสดงการติดเบอร์หูด้วยพลาสติก
ที่มา : Battaglia and mayrose (1981)

รูปที่ 3-4 : แสดงตำแหน่งการติดเบอร์หูด้วยพลาสติก

เบอร์แขวนคอ (neck chain)
             การทำเครื่องหมายแบบนี้ง่ายในการทำ สัตว์ไม่เจ็บ มองเห็นง่าย แต่ไม่ถาวร สูญหายได้ง่าย และอาจเป็นอันตรายต่อตัวโค เช่น คอ อาจจะเกี่ยวกับรั้ว หรือต้นไม้

การติดเบอร์ข้อเท้า (ankle band)
             ง่ายในการทำ และมองเห็นในโรงเรือนรีดนม แต่เครื่องหมายไม่ถาวร ถ้าเท้าโคสกปรกก็จะมองไม่ชัด

ติดเบอร์หน้าอก (brisket tag)
             ถาวรกว่าการติดเบอร์หู แต่ไม่สะดวกในการอ่าน เมื่อโคอยู่รวมฝูงกันหลายๆ ตัว

การติดเบอร์หาง (tall tag)
             ง่ายในการทำ และมองเห็นได้ดี แต่เป็นเครื่องหมายไม่ถาวร อ่านลำบากเมื่อหางสกปรก


การทำเครื่องหมายชั่วคราว (temporary methods)

             เช่น แต้มสีหลังโค หรือใช้เทปพันหาง ง่ายในการทำแต่เป็นเครื่องหมายไม่ถาวร หลุดลอกได้ง่าย

การทำภาพถ่ายหรือภาพร่าง (picture or sketh)
เป็นเครื่องหมายถาวร และลำบากในการสังเกตในกรณีที่มีโคจำนวนมาก

การสักเบอร์หู (ear tattoo)
             ด้วยเครื่องสักหู มีเข็มแหลมเป็นตัวเลข 0 ถึง 9 มี 4 แถวเป็นเครื่องหมายถาวร แต่อ่านยาก
การสักเต้านม (udder tattoo)
มองง่ายเวลารีดนม และเครื่องหมายไม่ถาวร อาจเกิดการบาดเจ็บบริเวณเต้านม

การใช้ Electronic scaner
             สะดวกรวดเร็วในการอ่าน แต่ไม่เหมาะสมในฟาร์มที่ปล่อยแปลง หรือขนาดเล็กเพราะมีราคาแพง

รูปที่ 6-5 : แสดงการทำเครื่องหมายประจำตัว
ที่มา : จำเนียร (2546)

การตีเบอร์ (branding)
             ทั้งการตีเบอร์ร้อนและเบอร์เย็นสะดวกรวดเร็วในการอ่าน ตัวเลขบางตัวมองไม่ชัด อาจเกิดการติดเชื้อจากการตีเบอร์

การตีเบอร์เย็น (freeze branding)
             นิยมทำในโคนม และต้นทุนไม่สูง เห็นเครื่องหมายได้ง่าย การตีเบอร์ควรเป็นพื้นที่ขนสีดำ บริเวณตะโพก และการตีเบอร์เย็นเป็นการทำลายเซลล์สร้างสีขน
ขั้นตอนการตีเบอร์เย็น เตรียมหมายเลขทำจากทองเหลือง แช่ไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิ –196 องศาเซลเซียส หรือ isopropyl alcohol 99 % จากนั้นยึดตัวโคให้นิ่ง แล้วตีเบอร์โดยกดหมายเลขที่ตีเบอร์ ประมาณ 30 –60 วินาที ทำลายเซลล์สร้างขน และเกิดรอบหมายเลข ระวังการดิ้นของโคเสร็จแล้วปล่อยโค


รูปที่ 6-6 : แสดงการตีเบอร์เย็น
ที่มา : Battaglia and mayrose (1981)

             การตีตราโดยใช้ความเย็นจัด สัตว์ไม่เจ็บปวดหนังโคถูกทำลายน้อย และเครื่องหมายจะอยู่อย่างถาวร

การตีตราเบอร์ร้อน
             มีหลักการคล้ายกับการตีตราเย็น ต่างกันใช้อุปกรณ์ที่ใช้ความร้อน ขณะตีต้องระวังบังคับโคให้อยู่นิ่ง ซึ่งการตีเบอร์นี้ไม่นิยมใช้การตีตราร้อนกับโคนม ส่วนใหญ่ใช้กับโคเนื้อ และหลังการทำจะเป็นตัวเลขสีดำมองชัดเจน

การใช้ทรานสปอนเดอร์ (Transponder)
             เป็นอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคที่เรียกว่า ไมโครชิป (Micro chip) มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับโคแต่ละตัวลงไปที่ห้อยคอแล้วหุ้มด้วยพลาสติกป้องกันการทำลาย ข้อมูลที่บรรจุใช้ประโยชน์เกี่ยวกับปริมาณอาหารที่โคนมควรได้รับในแต่ละวัน และมีความสัมพันธ์กับปริมาณนมที่ผลิต Transponder จะถูกตรวจเช็คในช่วงรีดนม นอกจากนี้ Transponder ยังมีการเคลื่อนไหว อาการบาดเจ็บช่วงการเป็นสัด แต่การทำเช่นนี้มีค่าใช้จ่ายสูง

การตัดเบอร์หู (Ear Notching)
             เป็นการทำเครื่องหมายถาวร สามารถทำได้ง่าย โดยการตัดจะตัดบริเวณใบหูตามรหัสตัวเลขที่กำหนด และควรตัดเบอร์หูในช่วงโคยังเล็ก

การสูญเขาหรือการตัดเขา (Dehorning)
             เป็นการป้องกันอันตรายจากเขา ช่วยลดขนาดการใช้พื้นที่ เพื่อควบคุมดูแลโค และความปลอดภัย
โดยอายุที่ควรตัดเขาควรตัดเขาในขณะที่อายุยังน้อย เพราะการดูแลง่ายกว่า ช่วงอายุตั้งแต่ 10 วัน - 5 เดือน วิธีการตัดเขา ขึ้นอยู่กับอายุของโคมีหลายวิธี เช่น
การใช้เหล็กร้อน (Hot iron) ใช้เหล็กเผาไฟแล้วทาบลงประมาณ 10-20 วินาที แล้วโรยยาป้องกัน แมลง ปกติจะตกสะเก็ดภายใน 4-6 สัปดาห์ และการใช้เหล็กร้อน อายุไม่ควรเกิน 5 เดือน ใช้เหล็กร้อนขนาดศูนย์กลาง 6 หุนให้พอดีเพื่อป้องกันการงอกได้อีก
การตัดเขาด้วยเลื่อย (Dehorning saws) ควรใช้ในโคอายุ 1-2 ปี โดยเฉพาะการตัดเขาโคขนาดใหญ่ หรือเขาที่มีลักษณะผิดปกติ
วิธีทำ : จับหรือล้มโคลงบิดหัวโคดึงหางสอดเข้าขาหลัง กดสวาป มัดขาทั้งสี่ด้วยเชือกตัดขนบริเวณเขา จากนั้นเลื่อยเสร็จนำเหล็กร้อนมาจี้บริเวณที่ตัดโรยยา ป้องกันแมลง
การตัดเขาแบบเลื่อยจะทำค่อนข้างยาก มีปัญหาในการจับ การตัดโดยหากตัดลึก จะทำให้เกิดโพรงของแผลเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ปกติจะหายภายใน 3-4 สัปดาห์

รูปที่ 6-7 : แสดงการสูญเขาหรือการตัดเขา (Dehorning)
ที่มา : จำเนียร (2546)

รูปที่ 6-8 : แสดงตัวอย่างของยาป้องกันแมลงที่ใช้ในฟาร์ม

การประมาณอายุโค
             เป็นการคัดเลือกอายุที่เหมาะสม ในการเป็นพ่อแม่พันธุ์ หรือในเรื่องราคาการซื้อขาย การประมาณอายุของโคทำโดยการสังเกตจากฟันแท้แถวล่าง โดยปกติโคจะไม่มีฟันบนมีแต่ฟันล่างและมีฟัน 2 ชุด ฟันน้ำนมขึ้นก่อนฟันแท้จะเริ่มงอกขึ้น จนครบ 4 คู่ การประมาณอายุของโคจะดูจากฟันแท้ ช่วงที่โคอายุไม่ถึงปีจะมีฟันน้ำนม 8 ซี่ อายุ 12-18 เดือน ส่วนอายุประมาณ 2 ปี จะมีฟันแท้ 2 คู่ ส่วนอายุประมาณ 4 ปี จะมีฟันแท้ 3 คู่ และประมาณ 5 ปี จะมีฟันแท้ครบทั้ง 4 คู่

รูปที่ 6-9 : แสดงลักษณะฟันหน้าด้านล่างของโคอายุต่างๆ
ที่มา : บุญเสริมและบุญล้อม (2542)


การตัดกีบโคนม
             กีบเป็นเนื้อเยื่อแข็งที่หุ้มปลายเท้าโคป้องกันอันตราย และรองรับน้ำหนักตัว ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกีบโค คือ สภาพโรงเรือน พื้นคอกสกปรก สายพันธุ์ อาหาร ฤดูกาล สุขภาพ และอายุสัตว์
เมื่อกีบมีความยาวเพิ่มขึ้น ทำให้มุมปลายกีบแหลมขึ้นเกิดปัญหาการเจ็บเท้า ช้ำ และเป็นแผลจากแรงกดที่เกิดจากน้ำหนักตัว ลักษณะจะมีกีบเท้าทั้งคู่แบะ หรือกีบเอียง จากวิการดังกล่าวส่งผลต่อการกินอาหาร ซูบผอม ปริมาณน้ำนมลด
การเกิดโรคกีบในโคนม จากการศึกษา พบว่า โรคกีบจะเกิดมากขึ้นในโคนมที่มีอายุมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงอายุ 5 ปีแรกจะเป็นโรคกีบชนิดแผลซอกกีบแผลหลุมพื้นกีบ และพื้นกีบฟกช้ำ เมื่อถึงอายุ 7 ปีครึ่งจะมีปัญหาพื้นกีบงอกซ้อนกัน และมีแนวโน้มว่า โคนมที่มีระดับสายเลือดขาวดำ 75% ขึ้นไปจะมีปัญหาโรคกีบมากกว่าระดับสายเลือดขาวดำต่ำกว่า 75%

             โดยปกติโคต้องตัดกีบทุกๆ 6 เดือน การตัดกีบไม่ควรสั้นจนเกินไป เพราะ ด้านในจะเป็นเนื้อทำให้โคเจ็บ ซึ่งความผิดปกติของกีบจะสังเกตจาก แผลซอกกีบ แผลที่พื้นกีบ เนื้องอก กีบอักเสบ กีบยาวผิดปกติ และโคเดินกระเพ็ก

ขั้นตอนการตัดแต่งกีบโค
             โดย ควบคุมขาโค แล้วเลือกการใช้คีมตัดแต่งกีบ หรือมีดแต่งกีบโดยการใช้มีดแต่งกีบจะมีลักษณะใบมีดโค้ง 2 แบบ คือ แบบสำหรับบุคคลที่ถนัดขวา และถนัดมือซ้าย ส่วนการใช้คีมตัดกีบ ลักษณะคล้ายคีมปากนกแก้ว แต่ขนาดใหญ่กว่า

รูปที่ 6-10 : แสดงการควบคุมขาโคเพื่อการตัดแต่งกีบ
ที่มา : Battaglia and mayrose (1981)

การป้องกันปัญหากีบโค
             หมั่นสังเกตการเดิน การวางเท้า การยืน รักษาความสะอาดพื้นคอกโดยเฉพาะฤดูฝน การให้อาหารอย่างถูกต้อง ไม่เปลี่ยน หรือเพิ่มอาหารกระทันหัน มีการตัดแต่งกีบที่งอกยาว หรือผิดปกติเสมอ

น้า  1  2  3  4  5  6  7  8  9  10