Username
Password
 
สมัครสมาชิกใหม
ลืมรหัสผ่าน
 

วัตถุดิบอาหารสัตว์

 

วัตถุดิบอาหารสัตว์แหล่งโปรตีน

                คุณลักษณะวัตถุดิบอาหารที่จัดว่าเป็นแหล่งที่ให้โปรตีนนั้น  ควรมีโปรตีนอยู่ในส่วนประกอบไม่น้อยกว่า  20  เปอร์เซ็นต์  ซึ่งได้จากสัตว์และพืชตลอดจนผลิตผลพลอยได้  และได้จากสัตว์เซลล์เดียวที่สังเคราะห์ขึ้นมา  การพิจารณาเลือกอาหารโปรตีนชนิดต่าง ๆ เพื่อนำไปประกอบสูตรอาหารนั้น  ควรจะต้องพิจารณาจากตัวสัตว์  เช่น  ชนิดของสัตว์  ขนาดและความต้องการ  ส่วนอีกประการหนึ่ง  ต้องพิจารณาจากปริมาณโปรตีนที่มีอยู่ในอาหาร  คุ้มค่ากับราคาของอาหารหรือไม่  มีชนิดและจำนวนกรดอะมิโนแต่ละชนิดเพียงพอกับความต้องการของสัตว์เพียงใด  การเลือกใช้โปรตีน      ต้องพิจารณาว่าโปรตีนนั้นเมื่อถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนแล้วดูดซึมเข้าไปในร่างกายไปรวมตัวสังเคราะห์ขึ้นใหม่เป็นโปรตีนในร่างกายสัตว์ในสัดส่วนที่เซลล์ร่างกายต้องการ  โปรตีนในอาหารและโปรตีนในร่างกายของสัตว์มีความแตกต่างกันเฉพาะสัดส่วนในการรวมตัว  แต่คุณสมบัติ       ของกรดอะมิโนไม่ต่างกัน  การเลือกอาหารโปรตีนจึงควรพิจารณาจากจำนวนและชนิดของกรดอะมิโนในอาหารให้พอดี  เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วสัตว์ไม่สามารถที่จะเก็บกรดอะมิโนเพื่อรอการนำไปใช้ในร่างกายเหมือนกับโภชนะหรือสารอาหารอย่างอื่น ดังนั้น ถ้าใช้อาหารที่มีโปรตีนมากเกิน     ความต้องการแล้วร่างกายจะขับออกทำให้สิ้นเปลือง  ได้แก่

1.ผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์นม  (milk  by  product) 
                ผลพลอยได้จากการทำผลิตภัณฑ์นม ที่นิยมนำมาเลี้ยงสัตว์  ได้แก่  หางนมผง  (dried  skim  milk)  และหางเนย  (dried  whey)  หางนมผง  มีโปรตีนประมาณ  33  เปอร์เซ็นต์  เป็นอาหารโปรตีนมีคุณภาพดี  มีกรดอะมิโนที่สมดุล  มีความน่ากินสูง  อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่สัตว์ต้องการ  แต่มีราคาแพงมาก  ควรใช้เฉพาะกับลูกสัตว์ก่อนหย่านม  หรือกรณีแม่สัตว์ให้นมเลี้ยงลูกไม่พอ  ส่วนหางเนยประกอบด้วยโปรตีนประมาณ  13  เปอร์เซ็นต์  เป็นส่วนของนมที่สกัดเอาไขมันและเคซีน  (casein)  ออก  เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการทำเนยแข็ง

2. ปลาป่น  (fish  meal) 
                ปลาป่นเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญสำหรับการเลี้ยงสัตว์  ผลิตจากปลาต่าง ๆ  ที่ชาวประมงลากอวนติดมา  นำมาบดป่นและสกัดน้ำมันออกแล้วทำให้แห้ง  อาจมีทั้งเปลือกปู  กุ้ง  กั้ง  หอย   ปนมาด้วย  โดยเฉลี่ยแล้วปลาป่นจะมีโปรตีนประมาณ  50 – 65  เปอร์เซ็นต์  ไขมัน  5 – 8  เปอร์เซ็นต์  ความชื้น  8 – 10  เปอร์เซ็นต์  แร่ธาตุประมาณ  20 – 24  เปอร์เซ็นต์  เป็นแหล่งของวิตามิน  มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากประมาณร้อยละ  5 – 8  เปอร์เซ็นต์  และ  3 – 3.8  เปอร์เซ็นต์  ตามลำดับ        คุณภาพของปลาป่นขึ้นกับชนิดของปลา  วัตถุปะปน  ความสดของปลา  ตลอดจนกรรมวิธีในการผลิตปลาป่น  เช่น  ถ้าให้ความร้อนสูง  ปริมาณของกรดอะมิโนจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ  นอกจากนี้  ความชื้นและไขมันทำให้เก็บรักษาปลาป่นไว้ไม่ได้นาน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราและเหม็นหืน      ได้ง่าย  ปลาป่นมีโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นที่สัตว์ต้องการค่อนข้างสูง  มีวิตามินและแร่ธาตุมากมายและยังมีสารที่จำแนกไม่ได้ว่าเป็นชนิดใด  แต่มีส่วนช่วยเสริมให้สัตว์เจริญเติบโต  อย่างไรก็ตามปริมาณ  การใช้ไม่ควรเกิน  10 – 15  เปอร์เซ็นต์  ของสูตรอาหาร

                เกลือที่ปนในปลาป่นทำให้สัตว์ท้องเสียได้ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป  กลิ่นของเนื้อสัตว์ที่กินปลาป่นมากอาจมีกลิ่นปลาได้  ปลาป่นที่ผลิตจากปลาที่เน่าเสียอาจมีเชื้อซาเมเนลลา  (Samonella  spp.)  ทำให้สัตว์ท้องเสียได้  หรือในบางครั้งถ้ามีเปลือกหอยปนมามากจากการปลอมปนเพื่อเพิ่มน้ำหนักอาหาร  อาจทำให้สัตว์ได้รับแคลเซียมมากเกินไป  ทำให้มีอาการคล้ายกับการขาดสังกะสีได้เพราะสัตว์ต้องการสังกะสีมากขึ้น  นอกจากนี้อาจมีการปนขนไก่ป่นหรือยูเรียซึ่งทำให้ปริมาณไนโตรเจนสูงขึ้น  เมื่อทำการวิเคราะห์จะพบว่ามีปริมาณโปรตีนสูง  แต่ร่างกายสัตว์ใช้ประโยชน์ได้น้อยหรืออาจเป็นอันตราย  บางครั้งมีการใช้ปลาเน่า  เศษเหลือของปลา  กระดูก  หินและทรายปนมาด้วย  การบรรจุลงในกระสอบขณะที่ยังร้อนอยู่ทำให้เกิดการไหม้  มีผลทำให้การใช้ประโยชน์ได้ของโปรตีนและกรดอะมิโนลดลง

3. เนื้อและกระดูกป่น  (meat  and  bone  meal) 
                เนื้อและกระดูกป่นเป็นซากสัตว์ที่ไม่เหมาะสมที่ใช้เป็นอาหารมนุษย์  อาจเนื่องจากมีพยาธิหรือโรคบางอย่างได้จากการนำเนื้อและกระดูก  ไม่รวมขน  หนัง  เขา  กีบ  เลือดและเครื่องใน  แต่อาจมีเลือดปนลงไปด้วย  (ทำให้มีโปรตีนสูงขึ้น)  นำซากเหล่านั้นไปนึ่ง  (steam)  แล้วป่น  ภายหลังจึงทำให้แห้ง  โปรตีนค่อนข้างสูงประมาณ  55 – 60  เปอร์เซ็นต์  มีระดับธาตุฟอสฟอรัสต่ำกว่า  4.4  เปอร์เซ็นต์  เรียกว่า  เนื้อป่น  (meat  meal)  แต่ถ้ามีเศษเนื้อปนน้อยและมีกระดูกปนมาก  เปอร์เซ็นต์โปรตีนจะต่ำกว่า  55  เปอร์เซ็นต์  ธาตุฟอสฟอรัสสูงกว่า  4.4  เปอร์เซ็นต์  จัดเป็นเนื้อกระดูกป่น  (อุทัย  คันโธ, 2529)  การใช้อุณหภูมิสูงมากจะทำลายคุณค่าของกรดอะมิโนหลายชนิด  ในอาหารผสมไม่ควรใช้เกิน  10  เปอร์เซ็นต์  เนื่องจากเป็นโปรตีนย่อยมาก  มีส่วนประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  (connective  tissue)  สูง  ถ้าเป็นเนื้อป่น  ชนิดไม่มีเลือดปน  ปริมาณโปรตีนอยู่ระหว่าง  45 – 55  เปอร์เซ็นต์  การใช้เป็นอาหารสุกรไม่ควรเกิน  5  เปอร์เซ็นต์ของสูตรอาหาร  และอาหารไก่ไม่ควรเกิน  7 – 10  เปอร์เซ็นต์

4.เลือดแห้ง  (blood  meal)
                เลือดแห้งเป็นผลิตผลพลอยได้จากโรงงานฆ่าสัตว์  นำมานึ่งเพื่อให้ตกตะกอน  จากนั้นจึงอบให้แห้งแล้วป่นละเอียด มีโปรตีนค่อนข้างสูงมากกว่า  80  เปอร์เซ็นต์  แต่เป็นโปรตีนที่ย่อยยากแม้ว่าจะมีกรดอะมิโนไลซีนและทริปโตเฟนสูงแต่เมทไธโอนีนและไอโซลูซีนต่ำมาก แสดงถึงความไม่สมดุลของกรดอะมิโน มีแร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสค่อนข้างต่ำ มีความน่ากินต่ำ  เลือดแห้งมีกรดอะมิโนค่อนข้างครบทุกชนิด  ควรใช้ร่วมกับอาหารชนิดอื่นเพื่อช่วยปรับหรือเสริมปริมาณกรดอะมิโนของสูตรอาหารให้สมดุลดีขึ้น  ระดับการใช้ไม่ควรเกิน  5  เปอร์เซ็นต์

5.แกลบกุ้ง  (shrimp  meal)
                แกลบกุ้งเป็นส่วนที่ปลิดทิ้งเพื่อทำกุ้งแห้ง  กุ้งกระป๋อง  หรือกุ้งแช่แข็งส่งต่างประเทศ  ซึ่งประกอบด้วยส่วนหัวและเปลือกกุ้ง  หรือบางส่วนที่หักติดปนกับเปลือก  กรรมวิธีใช้อบหรือต้มด้วยความร้อนและตากแดด  แกลบกุ้งมีปริมาณของโปรตีนผันแปรมากระหว่าง  25 – 50  เปอร์เซ็นต์  เป็นโปรตีนที่ย่อยได้ต่ำ  และมีแคลเซียมคาร์บอเนตซึ่งเป็นแร่ธาตุในส่วนประกอบของส่วนหัวหรือเปลือกค่อนข้างสูง  ทำให้เป็นปัญหาในการใช้  การใช้จึงไม่ควรเกิน  5 – 8  เปอร์เซ็นต์ของสูตรอาหาร  นอกจากนี้  แกลบกุ้งอาจมีเกลือปนอยู่

6.ขนไก่ป่น  (feather  meal)
                ขนไก่เป็นผลิตผลพลอยได้จากโรงงานชำแหละไก่  มีโปรตีนสูงถึง  85 – 87  เปอร์เซ็นต์  แต่อัตราการย่อยได้ต่ำมาก  การนำขนไก่มาเป็นอาหารสัตว์จะต้องย่อยหรือไฮโดรไลซ์ด้วยการนึ่งด้วยไอน้ำที่ความดันสูงและย่อยด้วยกรดเกลือนาน  20  ชั่วโมง  การใช้ขนไก่ไม่ควรใช้มาก  ในอาหารไก่กระทงระยะหลังควรใช้ประมาณ  6  เปอร์เซ็นต์ของสูตรอาหาร  เนื่องจากโปรตีนจะมีกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น  (nonessential  amino  acid)  อยู่ในองค์ประกอบค่อนข้างมาก  อาจใช้ผสมอาหาร     เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของไก่ไข่ในระยะก่อนไข่  ไก่จะกินอาหารได้เป็นปกติแต่เจริญเติบโตช้า ไม่เติบโตเร็วเกินไปทำให้ไก่สามารถไข่ในระยะอายุที่เหมาะสมและไข่ฟองโต  ในอาหารสุกรไม่ควรใช้เกินร้อยละ  5  และใช้ร่วมกับวัตถุดิบอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพสูง  เช่น  ปลาป่น  กากถั่วเหลือง  และเสริมด้วยวิตามินสังเคราะห์

7.ไก่ตายและเศษเหลือทิ้งจากห้องฟักไข่  (hatchery  waste)
                ไก่ที่ตายด้วยสภาวะเครียด  เช่น  อากาศร้อนหรือเหยียบย่ำกัน  สามารถนำมาใช้ได้      โดยนำมานึ่งแล้วบด  ผึ่งแดดให้แห้งแต่ต้องใช้โดยเร็วเพราะมีไขมันมากเหม็นหืนง่าย  ส่วนไข่ฟัก       ที่ตายโคมและไข่ที่ฟักไม่ออก  นำมาตากแห้งหรือทำให้สุกสามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้แต่ถ้าไข่ขาวไม่สุกเมื่อสัตว์กินเข้าไปจะทำให้สัตว์มีอาการขาดวิตามินไบโอติน คือ พื้นกีบหรือฝ่าเท้าแตก  เพราะมีสารอะวิดีน  (avidin)  ในไข่ขาวจับตัวกับไบโอตินทำให้การดูดซึมไบโอตินไปใช้ประโยชน์ได้น้อย

8.กากถั่วเหลือง  (soybean  meal)
                กากถั่วเหลืองเป็นอาหารโปรตีนจากพืชที่ดีที่สุด  ได้จากการนำถั่วเหลืองไปสกัดน้ำมันออก  มีหลายวิธี  เช่น  วิธีอัดแน่น  (hydraulic  process)  วิธีอัดเกลียว  (screw  process)  และวิธีสกัดด้วยสารเคมี  (solvent  process)  ซึ่งจะมีคุณภาพแตกต่างกัน  โดยจะมีโปรตีนประมาณ  43 , 45  และ  50  เปอร์เซ็นต์  ตามลำดับ  ถั่วเหลืองดิบมีตัวยับยั้งทริพซิน  (trypsin  inhitor)  ซึ่งจะขัดขวางการย่อยโปรตีนของน้ำย่อยทริพซิน  และยังมีสารเฮเมกลูทินิน  (hemagglutinin)  ซาโพนิน  (saponin)  และไอโซฟลาโวน  (isoflavone)  กากถั่วเหลืองที่นำน้ำมันออกได้มากและมีการกะเทาะเปลือกจะมี       คุณค่าสูงและมีความน่ากินมากกว่า  การย่อยได้ของกรดอะมิโนสูงถึง  85 – 92  เปอร์เซ็นต์  ยกเว้นกรดอะมิโนเมไทโอนีนที่ย่อยได้ค่อนข้างต่ำ  (70  เปอร์เซ็นต์ความร้อนทำให้ถั่วเหลืองสุกและทำลายตัวยับยั้งทริพซินมีโอกาสทำลายกรดอะมิโนในอาร์จินีน  ทริปโตเฟน  ฮิสติดีน  และซีรีน  (Aherne & Kenelly, 1982)  กากถั่วเหลืองในประเทศส่วนใหญ่เป็นชนิดไม่กะเทาะเปลือก  ส่วนพวกที่นำเข้าจากจีนหรือบราซิลมีทั้งชนิดกะเทาะและไม่กะเทาะเปลือก  ปริมาณการใช้สูตรอาหารควรอยู่ระหว่าง  20 – 25  เปอร์เซ็นต์  สำหรับสุกร  และในอาหารสัตว์ปีกไม่เกิน  40  เปอร์เซ็นต์  น้ำมัน       ในถั่วเหลืองมีคุณสมบัติเป็นยาระบายเล็กน้อยและอาจมีผลทำให้ไขมันในร่างกายสัตว์มีลักษณะเหลว แต่ความเป็นจริงในกากถั่วเหลืองมีน้ำมันน้อยเกินกว่าจะก่อให้มีผลเสียนี้แต่ให้คำนึงถึงเมื่อมีกรณีใช้ถั่วเหลืองเมล็ดเป็นอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารสุกร  ในปัจจุบันมีการผลิตถั่วเหลือง  ไขมันเต็ม  (full  fat  soybean)  จากวิธีการนึ่ง  หรือต้มแล้วนำมาบด  หรือการใช้เครื่องเอกซ์ทรูเดอร์กับถั่ว       ทั้งเมล็ดแล้วนำมาเลี้ยงสัตว์


ภาพที่  2.7  แผนภูมิสัดส่วนการแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารสัตว์

ที่มา  (นงเยาว์  จันทราช, 2546, หน้า  81)

 หน้า   1  2  3  4  5  6  7  8  9


 

อาหารและการให้อาหารสัตว์ © Copyright อ.ธาตรี จีราพันธุ์ 2006